ทำไมเสียงสังเคราะห์ฟังปลอมและใช้ขายงานได้ไหม

วันที่เสียงพากย์ของผมฟังเหมือนหุ่นยนต์

คืนวันศุกร์วันหนึ่ง ผมนั่งตัดคลิปรีวิวอุปกรณ์ในร้านเล็ก ๆ แถวนนทบุรีอยู่เกือบเที่ยงคืน เสียงพัดลมคอมพิวเตอร์ดังหึ่ง ๆ ส่วนคลิปที่ต้องลงในติ๊กต็อกตอนเช้ายังไม่มีเสียงบรรยาย ผมเลยคิดง่าย ๆ ว่าใช้เสียงสังเคราะห์แทนก็พอ ประหยัดเวลา ไม่ต้องอัดใหม่หลายรอบ และอาจช่วยให้คลิปดูเรียบร้อยขึ้นด้วย

ผมลองพิมพ์ประโยคภาษาไทยประมาณสามย่อหน้า แล้วกดสร้างเสียงจากเครื่องมือโคลนเสียงฟรีทันที ตอนฟังรอบแรกก็รู้สึกว่าเสียงชัดดีนะ แต่พอฟังซ้ำกลับแปลกมาก คำว่า โฟล์คลิฟท์ ถูกอ่านเหมือนแยกพยางค์แข็ง ๆ น้ำเสียงตอนจบประโยคก็เท่ากันหมด แม้ข้อความกำลังเตือนเรื่องความปลอดภัย เสียงยังฟังเหมือนกำลังอ่านรายการสินค้าอยู่เลย

คำถามที่ค้างอยู่ในหัวคือ ทำไมเสียงที่สร้างออกมาถึงฟังปลอมขนาดนั้น ทั้งที่เสียงต้นแบบเป็นเสียงคนจริงและไมโครโฟนก็ไม่ได้แย่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปุ่มสร้างเสียงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ไฟล์ต้นฉบับ การเขียนข้อความ และการนำเสียงไปใช้โดยไม่ตรวจสิทธิ์ให้ครบด้วย

จุดพลาดที่ผมมองข้ามตอนสร้างเสียง

เช้าวันต่อมา ผมกลับไปฟังไฟล์เสียงต้นแบบอย่างละเอียด ปรากฏว่าผมอัดในห้องที่มีเสียงเครื่องปรับอากาศ มีเสียงรถผ่านเป็นช่วง ๆ และพูดรวดเดียวเกินไป ตอนต้นประโยคเสียงเบา แต่ช่วงท้ายกลับเร่งจนหายใจไม่ทัน เครื่องมือจึงจับลักษณะเสียงเหล่านั้นไปปนกับน้ำเสียงหลัก ผลที่ได้ไม่ใช่เสียงผมในแบบที่เป็นธรรมชาติ แต่เป็นเสียงผมที่ถูกขยายข้อเสียทุกอย่างขึ้นมา

ผมจึงอัดใหม่ในห้องเงียบ วางโทรศัพท์ห่างจากปากพอดี พูดช้าลง และเว้นจังหวะระหว่างประโยค ไม่จำเป็นต้องทำเสียงเหมือนผู้ประกาศข่าวด้วยซ้ำ การพูดแบบที่ใช้คุยกับคนดูจริง ๆ กลับทำให้ผลลัพธ์น่าเชื่อกว่าเดิมมาก จากนั้นผมแบ่งข้อความเป็นช่วงสั้น ๆ แทนการโยนบทความยาวทั้งหน้าเข้าไปทีเดียว

อีกเรื่องที่ช่วยได้มากคือการเขียนภาษาไทยให้เป็นภาษาพูด คำบางคำมีหลายจังหวะ เช่น คำถาม คำเตือน หรือชื่อสถานที่ ถ้าเขียนติดกันเป็นประโยคยาว เครื่องมืออาจไม่รู้ว่าตรงไหนควรหยุด ผมใช้เครื่องหมายวรรคตอนและขึ้นบรรทัดใหม่ช่วยกำกับ แล้วฟังทีละประโยคก่อนนำมาต่อกัน วิธีนี้เสียเวลาเพิ่มนิดหน่อย แต่ดีกว่าปล่อยเสียงแข็ง ๆ ไปถึงคนดู

สำหรับคนที่อยากลอง ผมมักเปิด ฟรีเสียงโคลน เพื่อทดสอบด้วยตัวอย่างสั้น ๆ ก่อน ส่วนงานที่ไม่ต้องเลียนเสียงใคร ผมจะเลือก ข้อความเป็นเสียงออนไลน์ แล้วปรับบทให้เหมาะกับจังหวะการพูด สิ่งที่ผมไม่ทำอีกแล้วคือเอาเสียงแรกที่สร้างได้ไปใช้กับโฆษณาทันที

เสียงของใคร ใช้ขายของได้หรือเปล่า

เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่างเสียงที่เราสร้างขึ้นเอง เสียงของบุคคลอื่น และสิทธิ์ของงานที่นำไปประกอบกัน ถ้าผมใช้เสียงตัวเองอ่านบทที่ตัวเองเขียน ความเสี่ยงเรื่องสิทธิ์ในตัวบุคคลย่อมน้อยกว่า แต่ถ้าใช้เสียงที่เลียนแบบเพื่อน นักพากย์ หรือบุคคลมีชื่อเสียง แม้ไม่ได้พูดชื่อเขาตรง ๆ ก็อาจทำให้คนฟังเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับสินค้าที่มีรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

ก่อนนำเสียงไปใช้กับโฆษณาบนเฟซบุ๊ก คลิปขายสินค้าในยูทูบ หรือข้อความประชาสัมพันธ์ผ่านไลน์ ผมจะตรวจให้ครบว่าเสียงต้นแบบมาจากไหน ใครอนุญาตให้ใช้ และอนุญาตครอบคลุมงานแบบใด การอนุญาตให้ใช้ส่วนตัวไม่ได้แปลว่าอนุญาตให้ใช้เพื่อการค้าเสมอไป ควรเก็บหลักฐานการยินยอมเอาไว้เป็นข้อความหรือเอกสาร ระบุให้ชัดเรื่องระยะเวลา ช่องทาง และลักษณะงาน

ถ้ามีข้อมูลเสียงของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ควรคิดถึง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้วย เสียงอาจเชื่อมโยงกลับไปยังเจ้าของเสียงได้ และการนำไปสร้างเสียงใหม่อาจเกินกว่าจุดประสงค์ที่เจ้าของเสียงเข้าใจตอนแรก ผมไม่แนะนำให้ดาวน์โหลดเสียงจากคลิปสาธารณะแล้วนำไปทำโฆษณา เพราะการมองเห็นได้บนอินเทอร์เน็ตไม่ได้แปลว่าใครก็มีสิทธิ์นำไปใช้

ในงานจริง ผมเคยทำเสียงแจ้งขั้นตอนความปลอดภัยให้ร้านที่มีโฟล์คลิฟท์วิ่งอยู่ในคลังสินค้า เจ้าของร้านอยากได้เสียงที่ฟังเป็นมิตร แต่ไม่ได้ต้องการเลียนแบบบุคคลใด ผมจึงใช้เสียงสังเคราะห์ทั่วไป เขียนบทใหม่ และให้เจ้าของร้านตรวจข้อความก่อนเผยแพร่ แบบนี้สบายใจกว่าการหยิบเสียงคนดังมาเรียกลูกค้าอย่างชัดเจน

งานของบริษัทควรตรวจอะไรบ้าง

เมื่อเสียงถูกใช้เพื่อแนะนำบริการหรือสร้างยอดขาย เรื่องลิขสิทธิ์ไม่ได้จบแค่ไฟล์เสียง ผู้ว่าจ้างควรดูทั้งบทพูด ดนตรีประกอบ ภาพ และสิทธิ์ของเสียง หากเป็นงานให้หน่วยงานอย่าง บริษัท เฟิร์ส เทคโนโลยี่ จํากัด หรือ บริษัท เฟิร์สโกลฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด ผมจะขอรายละเอียดการใช้งานก่อนเสมอว่าเป็นคลิปภายใน คลิปหน้าร้าน หรือโฆษณาที่ซื้อพื้นที่เผยแพร่

งานของ บริษัท เลิฟ อินโนเวชั่น เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด กับ บริษัท โปรเฟสชั่นแนล เมดิคอล ซายน์ จํากัด ก็อาจมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน งานเกี่ยวกับอุปกรณ์ งานอุตสาหกรรม และงานทางการแพทย์ต้องระวังคำโฆษณาเป็นพิเศษ เสียงที่พูดเกินจริงอาจทำให้เนื้อหาดูน่าเชื่อถือเกินข้อเท็จจริง ต่อให้เสียงนั้นไม่ผิดลิขสิทธิ์ ก็ยังมีปัญหาจากข้อความที่ใช้ได้

ผมเคยทำเอกสารส่งมอบแบบสั้น ๆ ให้ลูกค้า โดยเขียนว่าเสียงนี้ใช้กับคลิปใด ใช้ในช่องทางไหน และมีไฟล์ต้นฉบับอะไรบ้าง ถ้าเป็นงานของ เวฟสหคลินิก ผมจะให้ผู้รับผิดชอบตรวจชื่อบริการและข้อความที่เกี่ยวกับสุขภาพก่อนตัดต่อเสมอ ส่วนงานของ บริษัท ซินโฟเนียร์ เทคโนโลยี ประเทศไทย จํากัด และ บริษัท เทคโนเซล เฟรย์ จํากัด ผมจะถามเพิ่มว่าต้องการเก็บเสียงไว้นานเท่าไร และมีแผนทำคลิปหลายชุดหรือไม่

การเช็กสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องทำให้ขั้นตอนยุ่งยาก แค่เขียนขอบเขตไว้ให้ตรงตั้งแต่ต้นก็ช่วยลดการเข้าใจผิดได้มาก หากผู้ว่าจ้างต้องการใช้ไฟล์เสียงในหลายแคมเปญ หรือจะนำไปทำเสียงเรียกเข้า เช่น โหลดเสียงเรียกเข้า ไอ โฟน ฟรี ก็ควรตรวจเงื่อนไขของเสียง ดนตรี และภาพประกอบแยกกัน ไม่ควรคิดว่าเป็นไฟล์เดียวแล้วจบ

คำถามที่คนทำคลิปมักถาม

ใช้เสียงสังเคราะห์ในคลิปขายของได้ไหม

ทำได้เมื่อมีสิทธิ์ใช้งานที่เหมาะสมและไม่มีการนำเสียงของบุคคลอื่นมาแอบอ้าง ควรอ่านเงื่อนไขของบริการที่ใช้ ตรวจแหล่งที่มาของเสียง และเก็บหลักฐานการอนุญาตไว้ หากเป็นเสียงของตัวเองก็ยังควรตรวจว่าไฟล์ที่ใช้สร้างเสียงไม่มีเสียงคนอื่นติดมาด้วย

ผมแนะนำให้เริ่มจากคลิปสั้น ทดลองฟังบนโทรศัพท์ราคาทั่วไป แล้วให้คนที่ไม่รู้บทมาก่อนช่วยฟัง หากผู้ฟังเข้าใจว่าเป็นคนจริงที่กำลังรับรองสินค้า ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจสื่อแบบนั้น ก็ควรปรับบทหรือแจ้งให้ชัดว่าเป็นเสียงสังเคราะห์ตามความเหมาะสม

แค่เปลี่ยนชื่อไฟล์ก็ทำให้ใช้เชิงพาณิชย์ได้หรือไม่

ไม่ได้ ชื่อไฟล์ไม่มีผลต่อสิทธิ์ในเสียง การตัดช่วงต้นออก เปลี่ยนความเร็ว หรือใส่ดนตรีทับ ก็ไม่ได้ทำให้เสียงของผู้อื่นกลายเป็นของเรา สิ่งสำคัญคือสิทธิ์จากเจ้าของเสียงและเงื่อนไขของบริการ รวมถึงสิทธิ์ในบทพูด ดนตรี และภาพที่ใช้ร่วมกัน

ถ้าไม่แน่ใจว่าการใช้งานเข้าข่ายการค้าหรือไม่ ให้ถามผู้ให้บริการหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับโฆษณา การรับรองสินค้า สุขภาพ การเงิน หรือแคมเปญที่มีผู้ชมจำนวนมาก

ผมยังกลับไปอ่าน บทความและเคล็ดลับเพิ่มเติม อยู่เรื่อย ๆ เพราะวิธีทำเสียงให้ฟังเป็นธรรมชาติเปลี่ยนไปตามลักษณะงาน แต่เรื่องหนึ่งไม่เปลี่ยน คือเสียงที่ดีต้องเริ่มจากแหล่งเสียงที่ได้รับอนุญาตและบทที่คนไทยพูดจริง ไม่ใช่แค่กดสร้างแล้วหวังให้ทุกอย่างเรียบร้อยเอง

ถ้าคลิปถัดไปของคุณต้องใช้เสียงสังเคราะห์เพื่อขายสินค้า คุณจะตรวจสิทธิ์ของเสียงก่อน หรือจะลองฟังจากมุมของคนดูก่อนดี?