โคลนเสียงทำเสียงเปิดพอดแคสต์ให้เป็นธรรมชาติ
คืนที่เสียงเปิดยังฟังเหมือนหุ่นยนต์
คืนวันอังคารประมาณสี่ทุ่ม ผมนั่งฟังตอนทดลองของพอดแคสต์ตัวเองซ้ำเป็นรอบที่ห้า เสียงเนื้อหาหลักพอใช้ได้ แต่พอถึงประโยคเปิดรายการว่า วันนี้เราจะคุยกันเรื่องงานหน้ากล้อง น้ำเสียงกลับแข็งจนรู้สึกเหมือนอ่านข้อความจากเครื่องจักร ทั้งที่ผมเป็นคนอัดเองแท้ ๆ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำพูดอย่างเดียว เสียงเปิดพอดแคสต์มีเวลาไม่กี่วินาทีที่จะทำให้คนฟังตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือเลื่อนผ่าน ถ้าจังหวะต้นประโยคแบนเกินไป หรือเว้นวรรคผิดตำแหน่ง รายการทั้งตอนจะดูไม่น่าเชื่อถือขึ้นมาทันที ผมเลยลองใช้ VoxClone ทำเสียงเปิดใหม่ โดยตั้งใจแก้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกเสียงอ้างอิง ไม่ใช่โยนไฟล์เดิมเข้าไปแล้วหวังให้ระบบช่วยทุกอย่าง
ตอนแรกผมเปิดหน้า โคลนเสียงฟรี แล้วเกือบอัดเสียงจากไมโครโฟนของหูฟังที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เสียงนั้นมีทั้งเสียงพัดลม เสียงรถจากถนน และเสียงเคาะโต๊ะเบา ๆ ซึ่งตอนพูดจริงเราอาจไม่ทันสังเกต แต่ระบบได้ยินหมด
เสียงอ้างอิงที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องใช้อุปกรณ์แพง
ผมย้ายไปนั่งในห้องนอนที่มีผ้าม่านหนาและตู้เสื้อผ้าอยู่ด้านหลัง ไม่ได้ทำห้องเก็บเสียงอะไรใหญ่โต แค่ปิดประตู ปิดพัดลม และเอาผ้าห่มพาดไว้ด้านข้างเพื่อลดเสียงสะท้อนก็ช่วยได้เยอะแล้ว จุดสำคัญกว่าราคาไมโครโฟนคือระยะห่างจากปากกับความนิ่งของเสียง
ผมวางโทรศัพท์ให้ห่างจากปากประมาณหนึ่งคืบ พูดเฉียงออกด้านข้างเล็กน้อย ไม่เป่าลมตรงเข้าไมโครโฟน แล้วลองพูดประโยคสั้น ๆ สามแบบ แบบแรกพูดเหมือนอ่านข่าว แบบที่สองพูดเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง และแบบที่สามพูดช้ากว่าปกติเล็กน้อย ผลที่ออกมาชัดมาก แบบที่สองฟังมีชีวิตที่สุด เพราะมีการขึ้นลงของเสียงตามความหมาย ไม่ได้พยายามทำเสียงให้เป็นพิธีการจนเกินไป
ก่อนเริ่มอัดจริง ผมดื่มน้ำอุณหภูมิห้องและพักเสียงสักครู่ ไม่ได้ดื่มน้ำเย็นจัดหรือน้ำหวาน เพราะเวลาพูดต่อเนื่องแล้วคอจะเหนียว เสียงบางคำฟังไม่ชัด จากนั้นผมอ่านประโยคเดิมหลายรอบโดยไม่รีบเลือกเทคที่สมบูรณ์แบบที่สุดทันที เทคที่ดีมักเป็นรอบที่เราไม่ได้เกร็งเกินไป
มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนทำเสียงมักมองข้ามด้วย นั่นคืออย่าขยับเก้าอี้ อย่าเคาะนิ้ว และอย่ากลั้นหายใจเพื่อให้เสียงดูนิ่งเกินจริง ความเป็นธรรมชาติของเสียงไม่ได้เกิดจากการลบทุกเสียงที่เป็นมนุษย์ออกไป แต่มาจากเสียงหลักที่ชัด สม่ำเสมอ และไม่มีสิ่งรบกวนจนฟังไม่รู้เรื่อง
ทดลองทำเสียงเปิดให้เข้ากับรายการจริง
หลังได้ไฟล์อ้างอิงแล้ว ผมกลับไปเขียนประโยคเปิดใหม่ให้สั้นลง จากเดิมที่เขียนยาวเกือบสามบรรทัด เหลือแค่ประโยคทักทาย ชื่อรายการ และประโยคชวนฟัง เนื้อหาต้องมีจังหวะหายใจจริง ไม่ใช่เอาคำหลายชุดมาต่อกันจนเหมือนประกาศสถานีรถไฟ
ผมลองสร้างเสียงผ่าน ออนไลน์แปลงข้อความเป็นเสียง แล้วนำไปวางไว้หน้าเพลงเปิดที่ใช้ในรายการ รอบแรกเสียงพูดเร็วไปนิด คำท้ายถูกกลืนเข้ากับดนตรี ผมจึงแก้ข้อความโดยใส่เครื่องหมายวรรคตอนให้มีช่วงพักมากขึ้น แค่เพิ่มจุดกับการขึ้นบรรทัดใหม่ เสียงก็เปลี่ยนจังหวะอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ผมชอบคือไม่ต้องสมัครสมาชิก และทดลองทำเสียงได้โดยไม่ต้องเตรียมขั้นตอนยุ่งยาก หลายคนค้นหาคำว่า โคลนเสียงฟรี เพราะอยากลองก่อนตัดสินใจ แต่การลองให้ได้ผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมืออย่างเดียว ต้องเริ่มจากสคริปต์ที่พูดได้จริงด้วย ถ้าประโยคเขียนแข็ง ต่อให้เสียงดีแค่ไหนก็ยังฟังแข็งอยู่ดี
ผมใช้ประโยคเปิดสองแบบ แบบแรกเป็นสไตล์จริงจังเหมาะกับรายการความรู้ แบบที่สองเป็นกันเองเหมาะกับรายการคุยเรื่องชีวิตประจำวัน แล้วนำไปฟังตอนเปิดรายการทั้งช่วง ไม่ได้ฟังเฉพาะไฟล์เสียงเดี่ยว ๆ เพราะเสียงที่ฟังดีในหน้าสร้างเสียง อาจดังเกินไปเมื่ออยู่ร่วมกับดนตรีหรือเสียงเอฟเฟกต์
ช่วงเปลี่ยนที่ไม่ทำให้คนฟังหลุด
ช่วงเปลี่ยนพอดแคสต์เป็นส่วนที่ผมเคยคิดว่าใส่ประโยคอะไรก็ได้ ขอแค่ช่วยแบ่งหัวข้อ แต่พอลองฟังมุมของคนฟังจริง ๆ มันเป็นช่วงที่ทำให้รายการสะดุดได้ง่ายที่สุด ถ้าพูดยาวเกินไป คนจะรู้สึกว่ากำลังถูกดึงออกจากบทสนทนา ถ้าสั้นเกินไปก็เหมือนตัดฉับโดยไม่มีทางเชื่อม
ผมจึงเขียนประโยคเปลี่ยนให้บอกคนฟังล่วงหน้าว่ากำลังจะไปทางไหน เช่น จากเรื่องการเตรียมตัว เราจะขยับไปดูข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย หรือถ้าพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวจบแล้ว ก็ใช้ประโยคที่พากลับเข้าสู่ประเด็นหลักอย่างนุ่มนวล วิธีนี้ฟังเหมือนคนจัดรายการกำลังพาคุย ไม่ใช่เสียงประกาศที่แทรกเข้ามาแบบไม่มีเหตุผล
การเว้นจังหวะมีผลมากกว่าที่คิด ผมเว้นประมาณหนึ่งจังหวะสั้นหลังประโยคก่อนหน้า แล้วเว้นอีกนิดก่อนเริ่มหัวข้อใหม่ ถ้าต่อเสียงติดกันเกินไปจะฟังเร่ง แต่ถ้าเว้นนานเกินไปจะเหมือนรายการหยุดค้าง การทำเสียงด้วยระบบข้อความเป็นเสียงจึงควรทดลองหลายรอบ แล้วฟังผ่านลำโพงโทรศัพท์ด้วย เพราะผู้ฟังจำนวนมากเปิด TikTok, YouTube, Facebook หรือ LINE จากโทรศัพท์ ไม่ได้ใช้หูฟังราคาแพงตลอดเวลา
ผมยังทำไฟล์ช่วงเปลี่ยนแยกเป็นชุดสั้น ๆ แทนการทำยาวรวดเดียว วิธีนี้แก้ไขง่าย ถ้าตอนหนึ่งต้องตัดบางช่วงออกก็ไม่ต้องสร้างไฟล์ใหม่ทั้งหมด และยังช่วยให้เลือกน้ำเสียงให้เหมาะกับอารมณ์ของแต่ละหัวข้อได้มากขึ้น
เรื่องที่ต้องระวังเมื่อใช้เสียงของตัวเอง
เสียงของเราอาจถูกนำไปใช้ในบริบทที่ไม่ตั้งใจได้ ผมจึงไม่ใช้ข้อมูลส่วนตัว ชื่อจริง ที่อยู่ หรือประโยคที่เปิดเผยรายละเอียดสำคัญมาเป็นเสียงอ้างอิง และไม่อัปโหลดไฟล์ที่มีเสียงคนอื่นปะปนโดยไม่ได้รับอนุญาต เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA โดยตรง โดยเฉพาะถ้าไฟล์นั้นมีเสียงของแขกรับเชิญหรือทีมงาน
ถ้าทำงานให้หน่วยงานหรือบริษัท ก็ควรแจ้งให้ชัดว่าเสียงจะถูกนำไปใช้ทำอะไร ผมเคยช่วยเตรียมเสียงบรรยายให้ทีมที่ทำสื่อภายในของบริษัท เฟิร์ส เทคโนโลยี่ จํากัด ซึ่งต้องแยกไฟล์เสียงสำหรับวิดีโอฝึกงานกับไฟล์เสียงประชาสัมพันธ์ ไม่ควรนำไฟล์หนึ่งไปใช้กับอีกบริบทโดยไม่ตรวจสอบก่อน
ในบางงานอาจมีคำเฉพาะที่ระบบอ่านไม่ตรงกับที่คนไทยคุ้นเคย เช่น โฟล์คลิฟท์ ชื่อหน่วยงาน หรือชื่อสินค้า ผมจะเขียนคำอ่านแบบที่ต้องการลงไป แล้วฟังซ้ำเฉพาะคำนั้นก่อนนำไปต่อกับเสียงเพลง วิธีนี้ใช้ได้กับชื่ออย่าง บริษัท เฟิร์สโกลฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด บริษัท เลิฟ อินโนเวชั่น เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด และ บริษัท โปรเฟสชั่นแนล เมดิคอล ซายน์ จํากัด ซึ่งถ้าอ่านรวบเร็วเกินไปจะฟังไม่ชัด
งานด้านสุขภาพยิ่งต้องตรวจละเอียด ผมเคยเห็นตัวอย่างสคริปต์ที่มีชื่อ เวฟสหคลินิก และ บริษัท ซินโฟเนียร์ เทคโนโลยี ประเทศไทย จํากัด อยู่ในเนื้อหา ถ้าชื่อถูกอ่านผิดเพียงพยางค์เดียว ความน่าเชื่อถือของคลิปจะลดลงทันที ส่วนชื่อ บริษัท เทคโนเซล เฟรย์ จํากัด ก็ควรทดลองเสียงแยกก่อนใช้ในงานจริงเหมือนกัน
วันที่นำไปใช้กับรายการจริง
เช้าวันเสาร์ ผมเปิดโปรแกรมตัดต่อแล้ววางเสียงเปิดใหม่ไว้หน้าตอนที่บันทึกเสร็จเมื่อคืน เสียงพูดไม่ได้ดังที่สุดในแทร็ก แต่ชัดกว่าดนตรีเล็กน้อย และมีช่วงพักพอดีก่อนประโยคหลัก พอฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ผมรู้สึกว่ารายการมีทางเข้าและทางออกที่ชัดขึ้น ไม่ใช่แค่เอาเสียงชื่อรายการมาติดไว้ข้างหน้า
ผมทำเครื่องหมายเวลาที่เสียงเปลี่ยนหัวข้อแต่ละช่วง แล้วใส่ช่วงเปลี่ยนสั้น ๆ เฉพาะจุดที่จำเป็น บางช่วงปล่อยให้เสียงสนทนาดำเนินต่อไปโดยไม่แทรกอะไรเลย การมีเสียงทุกสิบวินาทีไม่ได้ทำให้รายการดูมืออาชีพขึ้น ตรงกันข้าม มันทำให้คนฟังรู้สึกว่าถูกขัดจังหวะตลอดเวลา
หลังอัปโหลดตัวอย่างให้เพื่อนสองคนฟัง ผมได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มาก คนหนึ่งบอกว่าเสียงเปิดฟังชัด แต่อีกคนบอกว่าประโยคชวนติดตามยาวไป ผมตัดออกหนึ่งช่วงแล้วทำใหม่ ผลคือเสียงเปิดสั้นลง แต่จำได้ง่ายกว่าเดิม นี่เป็นเหตุผลที่ผมไม่ควรเชื่อหูตัวเองคนเดียว เพราะคนทำย่อมชินกับไฟล์ของตัวเองมากเกินไป
ถ้าอยากดูแนวทางเพิ่มเติม ผมแวะอ่าน บทความและเทคนิคอื่น ๆ แล้วค่อยกลับมาปรับสคริปต์ของตัวเอง บางครั้งคำแนะนำที่ดีไม่ใช่การเพิ่มเอฟเฟกต์ แต่คือการตัดคำที่ไม่จำเป็นออกหนึ่งประโยค
ลองทำจากฉากเล็ก ๆ ก่อนปล่อยตอนใหม่
ตอนนี้ถ้าผมต้องทำเสียงเปิดรายการใหม่ จะไม่เริ่มจากการเขียนย่อหน้ายาว ๆ ผมจะยืนอยู่ในห้องเงียบ ปิดพัดลม วางโทรศัพท์ให้ห่างพอดี แล้วพูดประโยคเดียวเหมือนกำลังชวนเพื่อนฟังเรื่องที่เพิ่งเจอ จากนั้นจึงอัดประโยคชื่อรายการและช่วงเปลี่ยนแยกกัน เพื่อควบคุมจังหวะได้ง่าย
ถ้าคุณกำลังทำพอดแคสต์เกี่ยวกับงาน อาหาร การเดินทาง หรือเรื่องชีวิตประจำวัน วิธีนี้ใช้ได้หมด ไม่ต้องทำเสียงให้เหมือนผู้ประกาศ และไม่ต้องพยายามทำให้ทุกคำสมบูรณ์จนเสียความเป็นตัวเอง เสียงที่น่าฟังคือเสียงที่คนฟังรู้สึกว่าอีกฝั่งกำลังพูดกับเขาจริง ๆ
คืนนี้ลองเลือกประโยคเปิดเพียงหนึ่งประโยค อัดเสียงอ้างอิงในห้องที่เงียบ แล้วนำไปทดลองทำเสียงกับ VoxClone ก่อนนำไปวางคู่กับดนตรีของรายการ